ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาวะ เศรษฐกิจ โลกและประเทศไทยมีความผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผลกระทบของโควิด-19 สงครามในต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของพลังงานโลก และความผันผวนของค่าเงิน

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับสัญญาณของ “การเงินและการค้าฝืด

หรือการที่ประชาชนจับจ่ายน้อยลง รายได้ไม่เพิ่มแต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกครัวเรือนไม่มากก็น้อย

สถานการณ์เช่นนี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญว่า

เราควรปรับแผนการเงินอย่างไร เพื่อให้รับมือได้ทั้งในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต?

     บทความนี้จะชวนคุณมาวิเคราะห์ปัจจัยการเงินและการค้าที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมแนวทางการจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ

ที่ทั้งคนทำงาน ผู้ประกอบการ และครอบครัวทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้จริง

ทำความเข้าใจ เศรษฐกิจ ฝืด กับเงินเฟ้อ

เศรษฐกิจ ฝืด (Economic Stagnation)

   ภาวะการเงินและการค้าฝืด หมายถึง สถานการณ์ที่กิจกรรมทางการเงินและการค้าชะลอตัว ประชาชนและภาคธุรกิจใช้จ่ายลดลง

การลงทุนหดตัว ส่งผลให้การจ้างงานน้อยลง รายได้ของประชาชนลดลง และกระทบต่อคุณภาพชีวิตในวงกว้าง

เงินเฟ้อ (Inflation)

     เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของเงินลดลง เช่น เงิน 100 บาทที่เคยซื้อของได้มาก

อาจซื้อของได้น้อยลงในวันนี้ และยิ่งเงินเฟ้อสูงโดยที่รายได้ไม่เพิ่มตาม อำนาจการซื้อของประชาชนก็จะยิ่งลดลง

     เมื่อสองปัจจัยนี้เกิดพร้อมกัน เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ “ของแพงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิมหรือลดลง ” ซึ่งเป็นภาวะที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “ไม่มีเงินเหลือเก็บ” และเริ่มต้องดึงเงินออม หรือกู้ยืมมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

1. ทบทวนรายรับ: หาทางเพิ่มอย่างรอบคอบ

   ในการเงินและการค้าฝืด รายได้จากงานประจำอาจไม่มีการปรับขึ้นหรือขึ้นน้อยมาก เพราะธุรกิจเองก็ต้องควบคุมต้นทุน นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ควร:

  • ประเมินแหล่งรายได้ทั้งหมด เช่น เงินเดือน งานเสริม รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ย ฯลฯ

  • หาอาชีพเสริม ที่สอดคล้องกับทักษะของตนเอง เช่น รับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ สอนพิเศษ ขับแกร็บ ฯลฯ

  • พัฒนาทักษะเพื่อรองรับอาชีพอนาคต เช่น เรียนออนไลน์ด้าน AI การตลาดดิจิทัล เขียนโปรแกรม ฯลฯ ที่อาจเปิดโอกาสทำรายได้เพิ่ม

แต่ควรระวังไม่กระโจนเข้าสิ่งที่ไม่ถนัดหรือมีความเสี่ยงสูง เพราะในช่วงการเงินและการค้าฝืด การลงทุนเวลาและทรัพยากรควรทำอย่างรอบคอบที่สุด

2. จัดการรายจ่าย: ลดให้ถูกจุด ไม่ใช่ตัดแบบสะเปะสะปะ

   การลดรายจ่ายไม่ใช่แค่การ “อด” หรือ “ตัดทุกอย่างทิ้ง” แต่ควรเป็นการ “เลือกจ่ายอย่างมีสติ” โดยเริ่มจาก:

  • แยกค่าใช้จ่ายประจำกับจ่ายจร เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำไฟ (ประจำ) vs กินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว (จ่ายจร)

  • ใช้เทคนิค 6J คือ จำเป็นจริงหรือ? ใช้ซ้ำได้ไหม? จ่ายแพงเกินไปรึเปล่า? จ่ายแล้วคุ้มค่าไหม? เจอทางเลือกที่ถูกกว่ายัง? และจะยังจำเป็นในอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือไม่?

  • ตั้งงบรายเดือนแบบยืดหยุ่น โดยกันเงินไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และตั้งงบ “ใช้เพื่อความสุข” บ้างเพื่อไม่ให้เครียดเกินไป

ในภาวะเงินเฟ้อสูง เราอาจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จากการกินข้าวร้านมาเป็นทำอาหารเอง หรือสมัครแพ็กเกจรายเดือนที่คุ้มค่ากว่า

ตัวอย่างการวางแผนการเงินรายเดือน

   จำแนกรายการที่จำเป็น สัดส่วนที่แนะนำคิดเป็นร้อยละ โดยจะยกตัวอย่างผู้ที่มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท แม้จะยืดหยุ่นได้ตามสภาพจริง แต่การมีแนวทางแบบนี้จะช่วยให้เราควบคุมการเงินได้ดีขึ้น

ค่าใช้จ่ายจำเป็น 15,000฿ แบ่ง 50%
0
เงินออมฉุกเฉิน/กองทุน 6,000฿ แบ่ง 20%
0
หนี้สิน 4,500฿ แบ่ง 15%
0
รายจ่ายเพื่อพัฒนาตัวเอง 3,000฿ แบ่ง 10%
0
บันเทิง/อื่น ๆ 1,500฿ แบ่ง 5%
0

3. การออม: ยังต้องออม แม้เงินจะเหลือน้อย

     หลายคนเข้าใจผิดว่า “เงินไม่เหลือ จะออมยังไง” แต่ในภาวะที่ไม่แน่นอน การออมยังคงสำคัญอย่างยิ่ง โดยสามารถใช้แนวทางดังนี้:

  • ออมแบบอัตโนมัติ ตัดบัญชีทันทีเมื่อเงินเดือนเข้า เช่น 5-10%

  • ใช้บัญชีแยกสำหรับเป้าหมายต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองฉุกเฉิน เงินออมเพื่อการลงทุน เงินสำหรับท่องเที่ยว

  • พิจารณารูปแบบออมที่คุ้มค่าเงินเฟ้อ เช่น บัญชีดอกเบี้ยสูง กองทุนตลาดเงิน หรือพันธบัตรออมทรัพย์ ที่ดีกว่าเงินนอนอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

ถึงแม้จะออมได้แค่เดือนละ 500 บาท ก็ยังดีกว่าไม่เริ่มอะไรเลย

4. การลงทุน: อย่าเสี่ยงเกินตัว แต่ก็อย่าหยุดนิ่ง

     หลายคนเลือกจะ “ไม่ลงทุนเลย” เพราะกลัวขาดทุนในช่วงการเงินและการค้าไม่แน่นอน แต่ในระยะยาว หากเงินไม่เติบโตเลย เงินเฟ้อจะกัดกินมูลค่าเงินของเราทุกวัน วิธีที่เหมาะคือ:

  • กระจายการลงทุน (Diversify) เช่น ไม่ลงในหุ้นล้วน หรือทองล้วน ควรแบ่งเป็นหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และเงินสด

  • เลือกกองทุนรวมที่มีผู้จัดการมืออาชีพดูแล เช่น กองทุนผสม กองทุนลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation-Linked)

  • ใช้หลัก DCA (ลงทุนเป็นงวด ๆ) เพื่อเฉลี่ยต้นทุน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

ที่สำคัญ ควรศึกษาก่อนลงทุน ไม่ใช่ตามกระแสโซเชียลหรือเพื่อนบอกต่อ เพราะความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

5. ประกันภัยและสุขภาพ: ค่ารักษาพยาบาลไม่รอใคร

     เงินเฟ้อไม่ได้กระทบแค่ค่าอาหารหรือพลังงานเท่านั้น แต่อัตราค่ารักษาพยาบาลก็ขึ้นทุกปี การมี “หลักประกันที่มั่นคง” คือสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดีในแผนการเงิน:

  • ประกันสุขภาพพื้นฐาน ควรมีอย่างน้อยเพื่อครอบคลุมกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ไม่ให้เงินออมทั้งหมดหายวับไป

  • ประกันชีวิตแบบมีเงินคืน อาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการวินัยการออม

  • เปรียบเทียบเบี้ยกับความคุ้มครองเสมอ และควรพิจารณาประกันตามช่วงวัย เช่น วัย 20-30 กับวัย 40+ ย่อมมีความต้องการต่างกัน

เทคโนโลยีกับการเงิน: เครื่องมือช่วยวางแผนในยุคดิจิทัล

อย่ามองข้าม แอปการเงิน หรือ บริการธนาคารดิจิทัล ซึ่งช่วยให้เราควบคุมงบได้ง่ายขึ้น เช่น:

  • แอปช่วยคำนวณรายรับ-รายจ่าย เช่น Toshl Finance, Wallet, หรือแอปธนาคาร

  • บริการแจ้งเตือนงบเกิน รายจ่ายซ้ำ หรือเปรียบเทียบกับเดือนก่อน

  • การลงทุนผ่าน Robo-advisor หรือกองทุนออนไลน์ที่เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 100 บาท

สิ่งสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีให้เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่สิ่งล่อลวงให้ใช้จ่ายเกินตัว

เงินทองไม่ใช่ของนอกกาย หากวางแผนได้ดี ก็อยู่รอดได้ทุกยุค

   ในภาวะที่ เศรษฐกิจ ฝืดเคือง และเงินเฟ้อกัดกินค่าครองชีพ การอยู่เฉย ๆ อาจไม่ใช่คำตอบ แต่การลงมือ “วางแผนการเงิน” ให้เหมาะสมกับยุคสมัย จะช่วยให้เราสามารถพยุงตัวรอดผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ได้

อย่ารอให้เงินหมดก่อนค่อยคิดทางออก แต่จงเริ่มตั้งแต่วันนี้ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นประเมินแผนการเงิน และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะในวิกฤตนี้ ผู้ที่ “มีแผน” จะมีโอกาสมากกว่าผู้ที่ “รอให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง

     ลงทุนทำเงินไปกับเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้อย่างเว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานสากล PACGOR เว็บอันดับ 1 ที่ครองใจคนเอเชียมาอย่างยาวนาน